Tangle Teezer ธุรกิจหวีที่เคยถูกนักลงทุนปฏิเสธ แต่ยอดขาย 1,000 ล้าน
Business

Tangle Teezer ธุรกิจหวีที่เคยถูกนักลงทุนปฏิเสธ แต่ยอดขาย 1,000 ล้าน

5 ต.ค. 2021
Tangle Teezer ธุรกิจหวีที่เคยถูกนักลงทุนปฏิเสธ แต่ยอดขาย 1,000 ล้าน /โดย ลงทุนเกิร์ล
“การถูกปฏิเสธ” ไม่ว่าจะด้วยเรื่องไหนก็ตาม ย่อมสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ฟัง
และเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ หลายคนก็มักจะท้อใจจนไม่มีแรงไปต่อ
แต่ไม่ใช่กับคุณ Shaun Pulfrey ซึ่งเขาคนนี้ได้คิดค้น “หวี” ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถหวีผมได้สะดวกขึ้น แต่กลับถูกปฏิเสธจากนักลงทุน
ซึ่งแทนที่คุณ Shaun Pulfrey จะท้อใจ เขากลับมองว่ามันคือพลังที่ทำให้เขาเดินหน้าต่อ
จนตอนนี้ Tangle Teezer เป็นหวีที่ใครหลายคนรู้จัก หรือแม้แต่ดาราคนดังก็มีติดกระเป๋า
เรื่องราวของ Tangle Teezer น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Tangle Teezer ก่อตั้งโดยคุณ Shaun Pulfrey หนุ่มอังกฤษที่มีประสบการณ์ด้านการทำผมกว่า 30 ปี
โดยเริ่มฝึกงานเป็นช่างทำผมตั้งแต่อายุ 16 ปี ก่อนจะตัดสินใจมาเอาดีด้านการทำสีผม และได้ไปศึกษาเรื่องนี้ต่อที่ร้านทำผม Vidal Sassoon
อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้การเป็นช่างทำสีผมที่ Vidal Sassoon ก็เปิดโอกาสให้เขาได้เดินทางมายังสหรัฐฯ และยังทำให้เขาได้สั่งสมฝีมือที่นั่น เป็นเวลากว่า 10 ปี
แน่นอนว่าสำหรับหลาย ๆ คน การห่างบ้านเกิดมาเป็นเวลานาน ย่อมมีอาการ Homesick กันเป็นเรื่องปกติ และเรื่องนี้ก็ทำให้คุณ Shaun Pulfrey ตัดสินใจย้ายกลับมาที่อังกฤษอีกครั้ง และทำงานเป็นช่างทำผมให้กับร้านชื่อดังต่าง ๆ เช่น Toni&Guy, Nicky Clarke และ Richard Ward
จนในปี 2002 เมื่อเขาอายุได้ 40 ปี เขาก็ได้เขียนหนังสือ I Wanna Be Blonde วางจำหน่าย
ซึ่งเป็นการรวบรวมเทคนิคในการทำผมตลอด 30 ปีของเขา และทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่ยาวนาน จึงทำให้คุณ Shaun Pulfrey มีเทคนิคแพรวพราวมากมายในการทำผม
หนึ่งในนั้นก็คือ วิธีพิเศษที่จะช่วยให้ผมไม่พันกัน โดยการใช้หวีแบบแปรงและหวีแบบซี่ถี่ในการค่อย ๆ แตะหรือหวีสั้น ๆ
แต่มันก็ดูเหมือนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและยุ่งยาก เพราะต้องใช้หวีถึง 2 ประเภท
พอเรื่องเป็นแบบนี้ คุณ Shaun Pulfrey จึงเกิดไอเดียที่จะทำเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยเขาเริ่มต้นวิจัยและค้นคว้า จนพัฒนาออกมาเป็น หวี แบรนด์ Tangle Teezer นั่นเอง
และในปี 2007 คุณ Shaun Pulfrey ก็ได้ตัดสินใจนำเอาสินค้าตัวนี้ไปเสนอในรายการ Dragons’ Den
ซึ่งเป็นรายการคล้าย ๆ กับ Shark Tank ที่หากเราทำให้กรรมการสนใจได้ พวกเขาก็จะให้เงินลงทุนมา
น่าเสียดายที่การนำเสนอครั้งนั้นของคุณ Shaun Pulfrey กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เสียเปล่า เพราะในด้านผู้ชมทางบ้านกลับชื่นชอบ และเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแบรนด์อย่างไม่ขาดสาย
ทำให้ในปีเดียวกันนี้ คุณ Shaun Pulfrey ก็ได้วางขายหวี Tangle Teezer อย่างเป็นทางการ
โดยใช้เงินเก็บที่ได้จากการทำงานและการนำเอาที่พักอาศัยไปจำนอง เพื่อมาเป็นทุนในการทำแบรนด์
แล้วหวีของ Tangle Teezer แตกต่างจากหวีแบบอื่น ๆ อย่างไร ?
ทำไมคนถึงให้ความสนใจขนาดนี้ ?
อย่างแรก คือ รูปร่างแบบหัวแปรงที่ไม่มีด้ามจับยาว ๆ แต่จะเป็นหัวแปรง
ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้ฝ่ามือจับได้เลย
โดยสาเหตุที่เขาออกหวีแบบไม่มีด้ามจับ เป็นเพราะ เขามองว่าถ้าทำออกมาแล้วรูปแบบเหมือนหวีทั่วไป ผู้ใช้ก็จะไม่เห็นถึงความพิเศษ ดังนั้นการทำให้มีรูปร่างที่แตกต่าง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนไม่สับสนกับหวีแบบปกตินั่นเอง
ซึ่งความพิเศษของ Tangle Teezer ก็อยู่ที่ ซี่หวีที่นุ่มกว่า และมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับหวีทั่ว ๆ ไป และนี่เองที่ทำให้เมื่อใช้หวีของ Tangle Teezer แล้ว เราจะไม่เจ็บศีรษะ รวมถึงผมไม่พันกัน
แล้วหวี Tangle Teezer ประสบความสำเร็จแค่ไหน ?
ในปีแรกที่เริ่มวางขายหวี Tangle Teezer ก็สามารถขายได้กว่า 35,000 เล่ม
และไม่เพียงแค่คนทั่วไปเท่านั้นที่สนใจและเป็นลูกค้า เพราะดาราดังอย่าง Emma Watson
และ Victoria Beckham ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าที่ใช้หวี Tangle Teezer เช่นกัน
จากการประสบความสำเร็จในหวีรุ่นแรกที่วางขายก็ทำให้คุณ Shaun Pulfrey พัฒนาหวีรุ่นอื่น ๆ
ตามมาเพื่อแก้ไขปัญหา Pain Point อื่น ๆ ของลูกค้า
เช่น หวีแบบมีฝาปิดสำหรับคนที่พกใส่กระเป๋า,
หวีเล่มเล็ก ลายน่ารักสำหรับเด็ก หรือหวีแบบมีด้ามจับที่ใครหลายคนรอคอย
ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ของคุณ Shaun Pulfrey ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณรายการ Dragons’ Den เช่นกัน เพราะแม้ว่าจะถูกปฏิเสธจากกรรมการ แต่การไปออกรายการครั้งนั้นก็ช่วยให้ผู้ชมได้รู้จักสินค้าของเขามากขึ้น
โดยเฉพาะการตัดต่อของรายการ ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์อันน่าประทับใจของสินค้า
ก็ยิ่งทำให้สามารถซื้อใจผู้ชมหลายคนที่กำลังประสบปัญหานี้ได้
และในปี 2020 ที่ผ่านมา Tangle Teezer ก็สามารถทำยอดขายไปได้กว่า 1,368 ล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจสำหรับคุณ Shaun Pulfrey
โดยคุณ Shaun Pulfrey ได้ฝากข้อคิดในการทำธุรกิจไว้ว่า
เขาไม่ได้มองว่าการถูกปฏิเสธในตอนนั้นมันหมายความว่า “เราจะไม่ประสบความสำเร็จ”
แต่การที่ถูกปฏิเสธนี่แหละ ที่จะทำให้เราต้องผลักดันตัวเองให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การ “ถูกปฏิเสธ” คือหนทางที่จะทำให้เรา “เก่งขึ้น และ ดีขึ้น” นั่นเอง..
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.