Lynsi Snyder ทายาทรุ่นที่ 3 ราชินีเบอร์เกอร์ In-N-Out Burger
Business

Lynsi Snyder ทายาทรุ่นที่ 3 ราชินีเบอร์เกอร์ In-N-Out Burger

7 ต.ค. 2021
Lynsi Snyder ทายาทรุ่นที่ 3 ราชินีเบอร์เกอร์ In-N-Out Burger /โดย ลงทุนเกิร์ล
มีคำเปรียบเปรยว่าการสืบทอดธุรกิจครอบครัวก็เหมือนกับ “การวิ่งผลัด”
ผู้ก่อตั้งธุรกิจคือผู้วิ่งลำดับที่ 1
ก่อนจะส่งไม้ผลัดไปยังผู้วิ่งลำดับที่ 2 และ 3
โดยไม่ทำให้หลุดร่วง หรือสูญเสียตำแหน่งการนำ
ซึ่งการส่งต่อธุรกิจรุ่นต่อรุ่นก็เช่นเดียวกัน..
วันนี้ลงทุนเกิร์ล จึงอยากแนะนำให้รู้จักกับคุณ Lynsi Snyder (ลินซีย์ สไนเดอร์) ทายาทรุ่นที่ 3
ผู้อยู่เบื้องหลัง In-N-Out Burger แบรนด์ฟาสต์ฟูดยอดนิยม ที่หลาย ๆ คน อยากให้มาเปิดในประเทศไทย
ที่น่าสนใจคือ เธอยังเป็นทายาทสายตรงของผู้ก่อตั้ง ที่ได้รับของขวัญวันเกิดปีที่ 30
เป็นหุ้นใน In-N-Out Burger 50% พร้อมขึ้นแท่นมหาเศรษฐีหญิงที่อายุน้อยที่สุดในโลก ในปี 2017
แล้วเรื่องราวของคุณ Lynsi Snyder มีความเป็นมาอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ถ้าพูดถึงแบรนด์ฟาสต์ฟูดชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ที่ขึ้นชื่อในแง่ความอร่อยเหนือเชนร้านฟาสต์ฟูดทั่วไป
และมักจะถูกนำมารีวิว เปรียบเทียบกันอยู่บ่อยครั้ง
คงหนีไม่พ้น 3 แบรนด์อย่าง Five Guys, Shake Shack และ In-N-Out Burger ที่เรากำลังจะกล่าวถึง
In-N-Out Burger ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 หรือ 73 ปีที่แล้ว ในเมืองบอลด์วินพาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย
โดยคุณ Harry Snyder และคุณ Esther Snyder คู่สามีภรรยา ซึ่งเป็นคุณปู่และคุณย่าของคุณ Lynsi Snyder
จุดเริ่มต้นของ In-N-Out Burger คือ ร้านเบอร์เกอร์ ที่ให้บริการ Drive-Thru เป็นแห่งแรก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
โดยมีเป้าหมาย ในการเสิร์ฟ “อาหารที่สดใหม่และมีคุณภาพสูงสุด”
ควบคู่ไปกับ “การให้บริการที่เป็นมิตรในสภาพแวดล้อมที่สะอาด”
หลังจากที่ปู่ของคุณ Lynsi Snyder เสียชีวิต แบรนด์จึงอยู่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 2 อย่างคุณ Rich Snyder ผู้มีศักดิ์เป็นลุงของเธอ
ซึ่ง In-N-Out Burger ก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายธุรกิจถึง 93 สาขา
แต่แล้ว คุณ Rich Snyder กลับประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกในปี 1993 ด้วยวัย 41 ปี
ต่อมา คุณ Guy Snyder พ่อของเธอจึงขึ้นมารับช่วงต่อ และขยายธุรกิจเพิ่มเป็น 140 สาขา
น่าเศร้าที่ในปี 1999 เขาก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันเช่นเดียวกัน จากการใช้ยาเกินขนาด ในวัย 48 ปี
ดังนั้น คุณ Lynsi Snyder ในวัยเพียง 17 ปี จึงกลายเป็นทายาทคนเดียวของบริษัท
การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของทายาททั้งสอง ทำให้คุณ Esther Snyder ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และคุณย่าของคุณ Lynsi Snyder ต้องเข้ามาดูแลกิจการ ซึ่งเธอก็สามารถขยายธุรกิจออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา รวมเป็นกว่า 200 สาขา
ซึ่งระหว่างนั้น คุณ Lynsi Snyder ก็ได้หมุนเวียนไปศึกษาตามแผนกต่าง ๆ และทำความคุ้นเคยกับการดำเนินงานภายใต้การดูแลของคุณย่าของเธอ
จนกระทั่งปี 2006 คุณ Esther Snyder ได้เสียชีวิตลงในวัย 86 ปี ตำแหน่งประธานบริษัทจึงถูกส่งต่อ
ให้รองประธานบริษัทอย่างคุณ Mark Taylor ผู้ที่มีความผูกพันกับตระกูล Snyder
ต่อมาคุณ Mark Taylor ก็ได้ส่งตำแหน่งประธานบริษัทคืนให้แก่คุณ Lynsi Snyder ทายาทสายตรงรุ่นที่ 3 ให้ขึ้นเป็นประธานคนที่ 6 ของ In-N-Out Burger ในวันที่ 1 มกราคม 2010
หลังจากได้รับการแต่งตั้ง ในวันเกิดครบรอบ 30 ปี
คุณ Lynsi Snyder ได้รับหุ้นจากส่วนแบ่งของบิดา เป็นจำนวน 50% ของบริษัท In-N-Out Burger ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
และคุณ Lynsi Snyder ก็ได้รับส่วนแบ่งการเป็นเจ้าของร้านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ตามกระบวนการจัดการทรัพย์สินที่ซับซ้อนของคุณปู่และคุณย่าของเธอ
จนกระทั่งวันเกิดปีที่ 35 คุณ Lynsi Snyder ได้รับมรดกส่วนสุดท้ายเป็นสัดส่วนหุ้นใน In-N-Out Burger
ทำให้ตอนนี้สัดส่วนหุ้นที่เธอถือครอง เพิ่มขึ้นเป็น 97% และได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเป็นมหาเศรษฐีหญิงที่อายุน้อยที่สุด
จากความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น ด้วยมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 42,980 ล้านบาท
ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2010 ที่คุณ Lynsi Snyder เข้ามาบริหาร In-N-Out Burger
ตามรายงานในปี 2017 เผยว่า แบรนด์ได้เปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 320 สาขา
มากไปกว่านั้น ยังขยายธุรกิจไปยังหลาย ๆ ภูมิภาค นอกฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก
ขณะที่รายได้โดยประมาณต่อปี เพิ่มขึ้น 57% มาอยู่ที่ 28,800 ล้านบาท
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงสงสัยแล้วว่า
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ In-N-Out Burger ประสบความสำเร็จตั้งแต่รุ่นก่อน ๆ
สิ่งแรกที่ In-N-Out Burger คำนึงก็คือ “คุณภาพอาหาร”
In-N-Out Burger มีเมนูเบอร์เกอร์เพียง 3 รายการ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบได้ทั้งหมด
ซึ่งจะใช้วัตถุดิบสดใหม่ ส่งตรงจากฟาร์ม ไม่ใช้การแช่แข็ง หรือระบบอุ่นร้อนอย่างร้านฟาสต์ฟูดทั่วไป
ประกอบกับการที่ร้าน In-N-Out Burger ส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งมาจากฟาร์มในแคลิฟอร์เนีย และมีซัปพลายเออร์หลักตั้งอยู่ในลอสแอนเจลิส ทำให้สามารถรักษากระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงได้
ประเด็นต่อมาคือ “การบริการ”
การบริการที่เป็นมิตรและใส่ใจ ก็เป็นเอกลักษณ์ของพนักงาน In-N-Out Burger ที่ทำให้ลูกค้าประทับใจ
โดยมีการตกแต่งในสไตล์ย้อนยุค ใช้โทนสีขาว แดง และเหลือง สีสัญลักษณ์ของแบรนด์
รวมถึงครัวแบบเปิด ให้ลูกค้าได้เห็นการทำอาหาร สร้างบรรยากาศความเป็นครอบครัว
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของ “ความคุ้มค่า” เนื่องจากราคาสินค้าของ In-N-Out Burger จะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับฟาสต์ฟูดรายอื่น โดยเบอร์เกอร์มีราคาเริ่มต้นที่ 2.1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 70 บาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม In-N-Out Burger ภายใต้การดูแลของคุณ Lynsi Snyder แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากรุ่นก่อนนัก คือไม่มีการเปิดขายแฟรนไชส์ เพื่อรักษาให้เป็นธุรกิจของครอบครัว แม้ว่าปัจจุบันจะมีสาขาทั้งในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ
และยังคงนำเสนอเมนูเรียบง่ายไม่กี่เมนู ไม่ว่าจะเป็น เบอร์เกอร์, เครื่องดื่มโซดาและมิลก์เชก, มันฝรั่งทอด
รวมไปถึงเมนูลับ ด้วยสูตรดั้งเดิมของครอบครัว
อีกทั้งยังรักษาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แช่แข็ง การบรรจุล่วงหน้า หรือการอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ จะถือเป็นสิ่งต้องห้ามของร้านเลยก็ว่าได้
สรุปได้ว่าการมุ่งเน้นอย่างชัดเจนในด้านคุณภาพและบริการ
อาจเป็นสูตรลับในธุรกิจของ In-N-Out Burger ที่ครองใจลูกค้ามารุ่นต่อรุ่น
ปัจจุบัน In-N-Out Burger ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
และมีผู้ที่ชื่นชอบในตัวแบรนด์จำนวนมากถึงขั้นมีสินค้าที่ระลึกจำหน่ายภายในร้าน
ซึ่งชื่อของคุณ Lynsi Snyder ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก
และแม้ว่าธุรกิจจะเริ่มต้นโดยคุณปู่และคุณย่า แต่เธอได้พิสูจน์แล้วว่าภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3
ที่ไม่เพียงรักษาธุรกิจให้อยู่รอด แต่ยังสามารถต่อยอดธุรกิจของครอบครัวขึ้นไปอีกขั้น..
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.