Moose Toys พัฒนาของเล่น อย่างไร ให้มียอดขาย 26,000 ล้าน
Business

Moose Toys พัฒนาของเล่น อย่างไร ให้มียอดขาย 26,000 ล้าน

Moose Toys พัฒนาของเล่น อย่างไร ให้มียอดขาย 26,000 ล้าน /โดย ลงทุนเกิร์ล
เมื่อธุรกิจของเล่นอาจจะไม่ได้มีลูกค้าเป็น “เด็ก” เพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป
เพราะ “ผู้ใหญ่” ก็ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ
มีทั้งกำลังทรัพย์และอำนาจการตัดสินใจว่าจะซื้อสินค้า โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
แล้วผู้ใหญ่จะซื้อของเล่นมาทำไม ?
บางคนซื้อมาเพื่อเติมเต็มชีวิตในวัยเด็ก ที่ไม่มีโอกาสครอบครอง
บางคนซื้อมาเพื่อเป็นของสะสม ซึ่งของเล่นหลาย ๆ ชิ้น ยังมีโอกาสที่มูลค่าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นด้วย
และในยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียเป็นอีกปัจจัยในการใช้ชีวิต
บางคนก็อาจจะซื้อของเล่น มาเพื่อทำเป็น “คอนเทนต์”
อย่าง “หม้อปรุงยา” ที่หลังจากใส่วัตถุดิบและคน ๆ ก็จะกลายเป็นตุ๊กตาขนปุกปุย ซึ่งกำลังเป็นไวรัลอยู่บน TikTok ณ ขณะนี้
ที่น่าสนใจคือ ของเล่นชนิดนี้ ยังถูกคิดค้นในช่วงวิกฤติโรคระบาด
และเป็นส่วนหนึ่งในการพาให้บริษัท มียอดขายสูงถึง 26,000 ล้านบาท
บริษัทอะไร ที่เป็นผู้คิดค้นของเล่นสุดสร้างสรรค์นี้ ?
แล้วพวกเขา มีกระบวนการพัฒนาของเล่นอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
เจ้าของ Magic Mixies หรือ “หม้อปรุงยา” ที่ได้กล่าวถึงในช่วงแรก ก็คือ Moose Toys บริษัทของเล่นจากประเทศออสเตรเลีย ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1985 หรือประมาณ 37 ปีก่อน
แต่ในช่วงปี 2000 Moose Toys ก็เปลี่ยนมือเจ้าของ มาเป็นคุณ Manny Stul ที่ได้เข้ามาซื้อกิจการ และรับตำแหน่งผู้บริหาร
ซึ่งในขณะนั้น Moose Toys ยังเป็นบริษัทขายของเล่นเล็ก ๆ ที่มีพนักงานเพียง 10 คน รวมถึงมีรายได้ต่อปีประมาณหลักร้อยล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่คุณ Manny Stul เข้ามารับช่วงบริหารต่อ ก็ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานทั้งหมด มีการปรับโครงสร้างบริษัท รวมถึงจ้างทีมพัฒนาสินค้าใหม่เข้ามา
ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ Moose Toys ก็คือการเปิดตัว Mighty Beanz ของเล่นรูปทรงคล้ายเมล็ดถั่วลายการ์ตูน ที่กลายเป็นของเล่นยอดนิยมและของสะสมไปทั่วออสเตรเลีย
ตามมาด้วย Bindeez ชุดลูกปัดสี ซึ่งมาพร้อมกับอุปกรณ์เชื่อมลูกปัดที่ไม่ต้องอาศัยความร้อน ทำให้เด็กนำลูกปัดมาต่อกันเป็นรูปได้ตามจินตนาการ
Bindeez ดังเป็นพลุแตก และกินสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทถึง 90% ในปี 2007 เลยทีเดียว
หลังจากนั้นบริษัทก็ได้เริ่มขยายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน และเริ่มขยับขยายไปทำตลาดในจีนและต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งแม้ว่าระหว่างนั้นบริษัทจะเผชิญกับปัญหาครั้งใหญ่ ที่ทำให้บริษัทเกือบล้มละลาย เนื่องจากสินค้าดังอย่าง Bindeez ทำให้เด็กต้องเข้าโรงพยาบาล
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ Moose Toys โดนฟ้องร้องหลายคดี ต้องเรียกสินค้ากลับคืนมากว่า 40 ล้านชิ้น รวมถึงถูกห้ามขายสินค้าทุกชนิดในประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม ทาง Moose Toys ก็รีบปรึกษาฝ่ายกฎหมาย แก้ไขปัญหาของตัวสินค้า รวมถึงเจรจากับกลุ่มธุรกิจร้านจัดจำหน่ายรายใหญ่ เพื่อหาตลาดใหม่
ซึ่งหลังจากผ่านพ้นวิกฤติครั้งนั้นมาได้
Moose Toys ก็กลับมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับลูกค้าได้อีกครั้ง
โดยในปี 2014 บริษัทได้เปิดตัว Shopkins ตุ๊กตาตัวจิ๋ว ที่เหมือนกับฟิกเกอร์ย่อส่วน จนพาให้ยอดขายรวมของบริษัทเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือ แตะ 330 ล้านบาทเลยทีเดียว
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า Moose Toys มีกลยุทธ์ในการคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ อย่างไรให้ตรงใจผู้ซื้อ จนมียอดขายถล่มทลายได้ขนาดนี้ ?
กลยุทธ์หลัก ๆ ที่ Moose Toys ใช้ก็มีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน คือ
1.การออกสินค้าให้ “ว้าว” ซึ่งหากดูของเล่นหลาย ๆ ชิ้นของ Moose Toys จะพบว่า มีการทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้ดูเป็นไปได้
อย่าง Scruff-a-Luvs ตุ๊กตาที่ตอนแรกมีลักษณะเป็นก้อนกลม ๆ แต่เมื่อเรานำไปแช่น้ำ เจ้าก้อนกลม ๆ ก็จะค่อย ๆ คลายออกมาเป็นตุ๊กตาสัตว์เลี้ยง
หรือ Magic Mixies ที่ทำให้ผู้เล่นกลายเป็นคนมีเวทมนตร์ สามารถเสกตุ๊กตาออกมาจากหม้อปรุงยาได้
2.การใช้เวลากับการพัฒนา และออกแบบของเล่นใหม่ ๆ รวมถึงตรวจจุดบกพร่องของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน อีกทั้งการใช้เวลาไปกับของเล่นเดิม ๆ อาจทำให้เราได้ไอเดียออกมาเป็นของเล่นใหม่อีกชิ้นก็ได้
3.การทำงานเป็นครอบครัว และยอมรับทุกความแตกต่างของทุกคน รวมไปถึงสนับสนุนกัน ไม่เกี่ยงว่าเป็นงานของใครคนใดคนหนึ่ง
ซึ่งการที่บริษัทมีวัฒนธรรมการทำงานเป็นครอบครัวนี้ ทาง Moose Toys ก็บอกว่าทำให้ทุกคนช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อให้งานออกมาดี
อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 การเติบโตของ Moose Toys ก็ต้องสะดุดลงอีกครั้ง
หลังจากแฟรนไชส์สินค้าของ Shopkins ที่เพิ่งเปิดตัว ได้ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร
ประกอบกับปีถัดมาเกิดวิกฤติโรคระบาด ที่ทำให้ร้านของเล่นในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องปิดตัวลง
แต่ถึงแม้จะเจอปัญหาแค่ไหน Moose Toys ก็ไม่หวั่น และยังพัฒนาของเล่นใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ
โดยในปี 2021 Moose Toys ได้ออกสินค้าใหม่ คือ Moose's Bluey ที่สามารถทำยอดขายในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 100,000 ชิ้นในเดือนมิถุนายน
รวมถึงได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ชื่อ Magic Mixies ที่มีสินค้าตัวแรกเป็นหม้อปรุงยา Magic Mixies - Magic Cauldron ซึ่งก็ได้กลายเป็นไวรัลบน TikTok เป็นที่เรียบร้อย
โดย Magic Mixies เริ่มคิดค้นในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาในประเทศสหราชอาณาจักร
และใช้ผู้คิดค้นเพียง 7 คนเท่านั้น ทำให้กระบวนการออกแบบใช้เวลาค่อนข้างนาน
ที่สำคัญ Magic Mixies - Magic Cauldron ยังกลายเป็นของเล่นขายดีอันดับต้น ๆ ใน Amazon.com มาโดยตลอด
อีกทั้งยังติดอยู่ในรายชื่อของเล่นยอดนิยมของห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าจะเป็น Walmart หรือ Target
โดยเฉพาะในช่วงคริสต์มาสที่มีความต้องการของตลาดสูงมาก
จนทำให้ราคาของ Magic Mixies - Magic Cauldron ในเว็บอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เช่น Amazon หรือ eBay พุ่งสูงจากราคาปกติอยู่ประมาณ 2,300 บาท เป็น 3,300-6,500 บาท เลยทีเดียว
ซึ่งผลประกอบการของ Moose Toys ในปี 2021 ก็ทำยอดขายทั่วโลกไปได้ถึง 26,000 ล้านบาท
ไม่น่าเชื่อว่า จากวันแรกที่คุณ Manny Stul ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของ Moose Toys บริษัทจะมีรายได้เพียงหลักร้อยล้านบาท ก่อนจะกลายเป็นบริษัทยอดขายหมื่นล้านบาท ภายในระยะเวลา 20 ปี
ที่น่าสนใจคือ หากดูดี ๆ ลูกค้าของ Moose Toys ก็ไม่ได้มีเพียงเด็ก ๆ
แต่เพราะความแปลกใหม่สุดสร้างสรรค์ ที่มักจะสร้างความประหลาดใจให้กับผู้พบเห็น
จึงทำให้สินค้าของ Moose Toys เป็นขวัญใจของผู้ใหญ่
ที่จะหยิบของเล่นเหล่านี้ เพื่อนำไปสร้างเป็นคอนเทนต์ บนโลกออนไลน์
อย่างที่หลายคนเห็นตามโซเชียลมีเดีย นั่นเอง..
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.