
history
ทำไม “แม่ม่ายชนชั้นสูง” ในยุครีเจนซี ถึงได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่ ชีวิตดีที่สุดในสมัยนั้น
4 ก.พ. 2026
ทำไม “แม่ม่ายชนชั้นสูง” ในยุครีเจนซี ถึงได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่ ชีวิตดีที่สุดในสมัยนั้น /โดย ลงทุนเกิร์ล
Bridgerton คือเรื่องราวของ 8 พี่น้องตระกูลบริดเจอร์ตัน ในสังคมชั้นสูงของลอนดอนยุครีเจนซี ที่ทั้งหรูหราและอบอวลไปด้วยความรักสุดฟิน จนทำให้แฟน ๆ ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงซีซันที่ 4
ซึ่งที่ผ่านมา ตัวละครหลักที่สร้างสีสันให้ผู้ชมมาโดยตลอด ก็หนีไม่พ้น Lady Violet Bridgerton คุณแม่ของหนุ่มสาวบ้าน Bridgerton ที่สามีเสียชีวิตไปก่อน และแม่ม่ายผู้ทรงอิทธิพลของสังคมอย่าง Lady Danbury
แล้วมีใครเคยสงสัยไหมคะ ว่าในยุคที่ผู้หญิงดูเหมือนต้องพึ่งพาสามีเป็นหลัก แต่ทำไมแม้สิ้นบุญของสามีแล้ว พวกเธอถึงยังมีชีวิตที่ดูดี หรูหรา อู้ฟู่ ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงเต้นรำใหญ่ ๆ
แถมยังดูเป็นคนที่วงสังคมผู้ดีเคารพอย่างสูง แม้จะไร้เงาของสามี ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ใครที่เคยดูซีรีส์เรื่อง Bridgerton น่าจะพอเข้าใจค่านิยมของอังกฤษยุคสมัยก่อน คือหญิงผู้ดีทุกคนต้องหาสามีที่เหมาะสมและคู่ควรให้ได้เร็วที่สุด เพื่อความมั่นคงของชีวิตและสถานะทางสังคม
แต่เมื่อแต่งงาน ครอบครัวฝ่ายหญิงจะต้องมอบสินสอดแก่ฝ่ายชายเป็นเงินถุง เพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูหญิงสาวไปตลอดชีวิต เรียกว่า “Dowry” เพราะหลังแต่งงานโดยหลักกฎหมายในยุคนั้น ทรัพย์สินทุกอย่างของฝ่ายหญิงจะกลายเป็นของสามี
และชีวิตพวกเธอจะไม่มีสิทธิ์ มีเสียงใด ๆ ไม่สามารถเซ็นสัญญา ไม่สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินด้วยตัวเอง ต้องอยู่ภายใต้ปีกของสามี เสมือนเป็นบุคคลคนเดียวกัน
คราวนี้ มาถึงคำถามที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสามีเสียชีวิต ?
โดยในบทความนี้ จะใช้แหล่งอ้างอิงจาก Jane Austen’s World ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากจดหมายร่วมสมัย หนังสือประวัติศาสตร์สังคม และเอกสารสิ่งพิมพ์ในช่วงศตวรรษที่ 18-19
อย่างแรกคือเมื่อสามีเสียชีวิต พวกเธอจะกลับมามีสถานะเป็น Feme Sole หรือบุคคลสมบูรณ์ตามกฎหมายเหมือนกับหญิงโสด สามารถถือครองทรัพย์สิน ซื้อบ้าน ทำสัญญา และบริหารการเงินได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ สำหรับหญิงสาวที่มาจากตระกูลมั่งคั่ง บิดาของพวกเธอมักจะวางแผนปกป้องลูกสาวด้วยการทำสัญญาก่อนแต่งงานที่รัดกุม โดยระบุข้อตกลงสำคัญไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น
“Jointure” เงินบำนาญรายปีที่จัดสรรไว้ให้ฝ่ายหญิงใช้หลังสามีเสียชีวิต เงินส่วนนี้มักจะอ้างอิงจากสินเดิม หรือ Dowry ที่เจ้าสาวนำมา ยิ่ง Dowry สูง เงินเลี้ยงชีพก็ยิ่งสูงตาม
“Dower” แม้พวกเธอจะไม่ได้รับที่ดินของสามีโดยตรง เพราะตามกฎหมาย ยศและที่ดิน จะตกแก่ทายาทชาย แต่เธอก็มีสิทธิ์ได้รับ 1 ใน 3 ของรายได้จากที่ดินหรือค่าเช่าของสามี เพื่อใช้เลี้ยงชีพไปตลอดชีวิต
เรียกว่ามีแค่ 2 สิ่งนี้ ก็เพียงพอให้แม่ม่ายมีเงินใช้ชีวิตสุขสบาย และจะแต่งงานใหม่หรือไม่แต่งก็ได้ เพราะหากแต่งงานใหม่ ทรัพย์สินก็จะตกเป็นของสามีคนใหม่อีกครั้ง
ซึ่งมีบันทึกทางประวัติศาสตร์จำนวนมากระบุว่า แม่ม่ายในยุคนั้นถึง 70% ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว พวกเธอมีอำนาจบริหารจัดการคฤหาสน์ มีอำนาจตัดสินใจ และจัดการบัญชีรายรับรายจ่ายเอง
นอกเหนือจากเรื่องเงินแล้ว อีกเรื่องก็คือ “อิสระในชีวิต”
เพราะในยุครีเจนซี หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจะถูกจับตาอย่างคุมเข้มมาก พวกเธอไม่สามารถไปไหนมาไหนคนเดียวได้ ต้องมี Chaperone หรือคนคุมประพฤติไปด้วย
อย่างในซีรีส์ Bridgerton เรามักจะเห็นสาว ๆ ชนชั้นสูงที่ยังโสดเดินเคียงข้างมารดา หรือมีพี่เลี้ยงประจำตัวที่คอยประกบ เพื่อรักษาพรหมจรรย์และชื่อเสียงของพวกเธอ
แต่เมื่อเป็นม่ายแล้ว สังคมจะไม่คาดหวังเรื่องความไร้เดียงสาเหมือนสาวน้อย กฎเกณฑ์จึงหลวมกว่ามาก พวกเธอสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อิสระ ขอเพียงมีเพื่อนผู้หญิงร่วมทางก็พอ
อีกทั้งสังคมยังให้เกียรติ ให้ความเคารพ เราจึงเห็นแม่ม่ายชนชั้นสูงมักได้รับบทบาทสำคัญมากมาย ทั้งในฐานะที่ปรึกษา และผู้จัดการกิจกรรมสำคัญทางสังคมด้วย
จะเห็นว่าแม้ข้อดีของหญิงโสดและแม่ม่ายจะคล้ายกัน คือในทางกฎหมายสามารถถือครองทรัพย์สินได้ แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง คืออำนาจในการใช้เงินและชีวิต
หญิงโสดยังอยู่ใต้อำนาจของบิดา หรือพี่ชาย ส่วนภรรยาอยู่ใต้อำนาจของสามี มีเพียงแม่ม่ายเท่านั้น ที่หลุดพ้นจากโครงสร้างนั้นโดยสมบูรณ์
ทว่าท่ามกลางจารีตที่เคร่งครัด ก็ยังมีความเป็นธรรมแฝงอยู่ เพราะหากครอบครัวหรือสามีมีการเตรียมการเรื่องเงินที่ดี ชีวิตหลังความตายของสามี จึงไม่ใช่จุดจบชีวิตผู้หญิง
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ ที่พวกเธอจะได้เขียนบทบาทชีวิตตัวเองเป็นครั้งแรก แถมยังพรั่งพร้อมไปด้วยเงินทอง เวลา และอิสระในการใช้ชีวิตเหนือพันธนาการจากชายใด..
References :- บล็อก Jane Austen’s World, Quills & Quartos Publishing, Regency Reader