
Business
Popsicle แบรนด์ไอติมแท่ง ยอดขายปีละ 2,000 ล้านชิ้น ที่เกิดจากความบังเอิญของเด็กประถม
12 พ.ค. 2026
Popsicle แบรนด์ไอติมแท่ง ยอดขายปีละ 2,000 ล้านชิ้น ที่เกิดจากความบังเอิญของเด็กประถม /โดย ลงทุนเกิร์ล
Popsicle แบรนด์ไอศกรีมจากสหรัฐฯ คือ ขนมหวานสุดคลาสสิกที่คนอเมริกันแทบทุกคนต้องรู้จัก เพราะแบรนด์นี้อยู่มากว่า 100 ปี และมียอดขายสูงถึงปีละ 2 พันล้านชิ้น
แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จระดับโลกนี้ กลับเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายจาก “ความบังเอิญ” ของเด็กประถมคนหนึ่ง
เรื่องราวมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในปี 1905 ในคืนอากาศหนาวจัดที่ San Francisco Bay Area
Frank Epperson เด็กชายวัย 11 ปีได้เผลอวางแก้วน้ำที่มีโซดาอยู่ข้างในพร้อมกับไม้คนไว้นอกบ้าน
เมื่อกลับมาดูอีกทีก็พบว่าโซดาแก้วนั้นได้กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ด้วยความอยากรู้ เด็กชายจึงตัดสินใจลองชิมและพบว่าความบังเอิญนี้กลับมีรสชาติอร่อย
คุณ Epperson จึงตั้งชื่อไอศกรีมที่เขาค้นพบว่า “Epsicle” ซึ่งมาจากการผสมชื่อของเขาเข้ากับคำว่า Icicle หรือแท่งน้ำแข็งที่ห้อยย้อยตามหลังคาบ้านหรือกิ่งไม้ในฤดูหนาว
หลังจากนั้น เขาก็นำ Epsicle ไปขายให้กับเพื่อนบ้านในราคา 5 เซนต์ จนกลายเป็นขนมขวัญใจเด็ก ๆ ละแวกนั้น
และเวลาก็ได้ล่วงเลยไปกว่า 18 ปี ไอศกรีมนี้ก็ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังนำไปขายที่สวนสนุกริมชายฝั่ง San Francisco Bay สถานที่ยอดนิยมในยุคนั้น
นักท่องเที่ยวต่างแห่มาซื้อเพราะติดใจความอร่อย และตื่นตาตื่นใจกับความแปลกใหม่ของไอศกรีม
และด้วยเสียงตอบรับที่ดีอย่างท่วมท้นคุณ Epperson ก็ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรไอศกรีมของเขา
โดยระบุรายละเอียดว่าเป็นของหวานแช่แข็งหน้าตาน่าทานที่สามารถทานได้สะดวกโดยไม่ต้องเสี่ยงปนเปื้อนจากการใช้มือจับ และไม่ต้องใช้อุปกรณ์อย่างจาน หรือช้อนส้อมในการทาน
รวมถึงเปลี่ยนชื่อเรียกไอศกรีมตามชื่อที่ลูก ๆ ของคุณ Epperson เรียกกัน จนกลายมาเป็น Popsicle อย่างในทุกวันนี้
มาถึงตรงนี้เรื่องราวดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นแบบนั้น
เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1920 คุณ Epperson กลับประสบปัญหาการเงิน จนเขาต้องขายทรัพย์สินทุกอย่าง ซึ่งรวมไปถึงสิทธิ์ใน Popsicle ให้กับบริษัทชื่อ Joe Lowe
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์ Popsicle เป็นที่รู้จักไปทั่วสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
คอนเซปต์ของ Popsicle นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในขณะนั้น เพราะจุดขายของแบรนด์คือการเป็นผู้บุกเบิกการนำน้ำหวานแช่แข็ง เสิร์ฟพร้อมไม้เสียบทำให้ถือทานได้สะดวก
อย่างไรก็ตามเรื่องไม้ไอศกรีมยังคงเป็นประเด็นถกเถียงถึงขั้นเกิดการฟ้องร้องตามมาในภายหลัง
โดยบริษัท Good Humor หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ Wall’s ได้ยื่นฟ้อง Popsicle ด้วยเหตุผลว่าทาง Good Humor เป็นผู้คิดค้นการผลิตไอศกรีมแท่งเคลือบช็อกโกแลตและได้รับสิทธิบัตรก่อน
นั่นหมายความว่า Good Humor มีสิทธิ์ขาดในการผลิต “ขนมหวานแช่แข็งเสียบไม้” ทุกรูปแบบ ทำให้ Popsicle ถูกมองว่าละเมิดสิทธิ์
และเรื่องราวก็จบตรงที่ทั้งคู่ทำข้อตกลงกันได้ โดยให้ Popsicle จ่ายค่า Licensing Fee พร้อมได้สิทธิ์ขายไอศกรีมประเภท Water-Based ที่มีส่วนประกอบของน้ำเชื่อม น้ำแข็ง และเชอร์เบต ในรูปทรงกระบอก
ขณะที่ Good Humor ได้สิทธิ์ขาดในการผลิตไอศกรีมประเภท Dairy-Based ซึ่งรวมไปถึงไอศกรีมทั่วไปที่มีส่วนประกอบของนม และอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทก็ยังคงกลับมาต่อสู้กันอีกจากการตีความคำนิยามของประเภทไอศกรีมที่แต่ละฝ่ายได้สิทธิ์ไป จนกินเวลายืดเยื้อยาวนานกว่า 60 ปี
แต่สุดท้ายเรื่องราวความขัดแย้งก็ยุติลง หลังทั้งสองแบรนด์ถูกเข้าซื้อโดยบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่อย่าง Unilever
ใครจะคิดว่าจุดเริ่มต้นที่ดูแสนจะธรรมดา จะนำไปสู่การเกิดขึ้นของตำนานแบรนด์ไอศกรีมที่คนอเมริกันคุ้นเคย และสร้างยอดขายได้กว่าปีละ 2,000 ล้านชิ้น
คำว่า Popsicle ยังกลายเป็นหนึ่งในชื่อแบรนด์ที่หลายคนนำมาใช้เรียกไอศกรีมหวานเย็นทั่วไป เช่นเดียวกับที่คนไทยบางส่วนยังติดเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่ามาม่า หรือเรียกฟองน้ำล้างจานว่าสก๊อตช์-ไบรต์นั่นเอง
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ ครั้งหนึ่ง Popsicle เคยวางขายไอศกรีมแบบ 2 ไม้ในแท่งเดียว (คล้ายกับไอศกรีมยักษ์คู่ของ Wall’s ในปัจจุบัน)
เนื่องจากขณะนั้นสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ The Great Depression บริษัทจึงผลิตไอศกรีมรูปแบบพิเศษขึ้นมา เพราะตั้งใจให้เด็ก ๆ สามารถแบ่งกันทานได้โดยจ่ายในราคาเท่าเดิม..
References :
- เว็บไซต์บริษัท, NPR