จาก ลูกชายพ่อค้าอุด้ง สู่ ผู้ให้กำเนิด อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงไข่มุก คนแรกของโลก
history

จาก ลูกชายพ่อค้าอุด้ง สู่ ผู้ให้กำเนิด อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงไข่มุก คนแรกของโลก

18 ส.ค. 2022
จาก ลูกชายพ่อค้าอุด้ง สู่ ผู้ให้กำเนิด อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงไข่มุก คนแรกของโลก /โดยลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ว่า มนุษย์เราใช้ “ไข่มุก” เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย มาแล้วนับหลายพันปี
โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่บันทึกถึงเรื่องไข่มุกไว้เก่าแก่ที่สุด ก็คือ เมื่อ 2,206 ปีก่อนคริสตกาล
และถึงแม้ว่า ในปัจจุบัน เวลาจะผ่านมาหลายสหัสวรรษ
แต่สิ่งที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน ก็คือ สายตาของมนุษย์ ที่เห็นไข่มุกเป็น อัญมณีล้ำค่า..
แต่ด้วยความที่ ไข่มุกตามธรรมชาติ มีจำนวนน้อย และยากต่อการควบคุม เพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพตามต้องการ จึงทำให้มนุษย์พยายามคิดค้น และหาวิธีการเพาะเลี้ยงไข่มุกขึ้นมา
แต่ก็ไม่มีใครทำได้สมบูรณ์แบบ เท่ากับชายที่มีชื่อว่า คุณโคกิชิ มิกิโมโตะ ชายผู้ให้กำเนิดอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงไข่มุก คนแรกของโลก จนถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งไข่มุก”
แล้วเรื่องราวของคุณโคกิชิ มิกิโมโตะ น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 1858 หรือเมื่อ 164 ปีที่แล้ว
ในเมืองติดทะเล ที่ชื่อว่า “โทบะ” จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณมิกิโมโตะ ที่เขาได้เติบโตขึ้น
แต่ด้วยความที่ครอบครัวของคุณมิกิโมโตะ ไม่ได้ร่ำรวยอะไร และดูเหมือนจะออกไปทางยากจนด้วยซ้ำ เนื่องจากธุรกิจของที่บ้าน ก็เป็นเพียงแค่ “ร้านค้าอุด้งเจ้าเล็ก ๆ” เท่านั้น
เรื่องนี้จึงทำให้ชีวิตในช่วงวัยเด็กของเขา ต้องคอยช่วยคุณพ่อปั้นเส้นอุด้งอยู่หลังครัว แทนที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่น เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน
แต่เมื่อเสร็จจากการช่วยคุณพ่อทำงานแล้ว
คุณมิกิโมโตะ ก็มักจะออกมาเที่ยวเล่นอยู่ที่ริมท่าเรือ และได้คลุกคลีกับวิถีชีวิตของชาวประมง ที่เก็บสัตว์ทะเล รวมไปถึง “ไข่มุกธรรมชาติ” ขึ้นมาเสมอ
ซึ่งการใช้ชีวิตท่ามกลางวิถีของชาวประมงเช่นนี้ ส่งผลให้คุณมิกิโมโตะ เริ่มเกิดความหลงใหล และสนใจในเรื่องราวของไข่มุกเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อคุณมิกิโมโตะ อายุได้ 13 ปี
เขาก็ต้องออกจากโรงเรียน มาทำการค้าขาย เพื่อช่วยครอบครัวหารายได้ ไปพร้อม ๆ กับเริ่มศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับไข่มุก
ซึ่งตลอดระยะเวลาที่เขาศึกษาเรื่องไข่มุก ก็ทำให้เขาได้เห็นข้อบกพร่องมากมาย ของไข่มุกตามธรรมชาติ เช่น รูปร่างบิดเบี้ยว ไม่กลม ผุกร่อนไม่สวยงาม และมีขนาดเล็ก
พอเห็นแบบนี้ คุณมิกิโมโตะ จึงเริ่มสนใจที่อยากจะลองเพาะเลี้ยงไข่มุกทะเลขึ้นมาเอง เพื่อให้ได้ไข่มุก ที่กลมสวยและมีความสมบูรณ์
ดังนั้น ในปี 1878 เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปยังโตเกียว เพื่อหาแนวทางในการเริ่มต้นกิจการเพาะเลี้ยงไข่มุก ตามที่ตั้งใจไว้
10 ปีต่อมา
คุณมิกิโมโตะจึงได้ทำการกู้เงินจากธนาคาร
เพื่อมาสร้าง “ฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุก” เพื่อทำตามความฝันให้สำเร็จ
แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด
เพราะเขาต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง
ล้มเหลวไปหลายรอบ จนเกือบจะล้มละลาย และหมดเนื้อหมดตัว
แต่ก็ไม่เคยเข็ดหลาบ และยังคงมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป..
จนในที่สุดปี 1893 หรือหลังจากเผชิญกับความล้มเหลวมาตลอด 5 ปี
เขาก็สามารถเพาะไข่มุกเม็ดแรก ในรูปทรงครึ่งวงกลม ขึ้นมาได้
โดยคุณมิกิโมโตะ ได้ค้นพบวิธีการสะกิดเนื้อเยื่อ แล้วฝังเปลือกหอยลงไปล่อ ในตัวหอยมุก เพื่อให้หอยปล่อยน้ำเมือก (Nacre) ออกมาเคลือบเปลือกหอยดังกล่าว จนกลายเป็นก้อนไข่มุก
ถึงแม้ว่าไข่มุกที่ได้ จะยังไม่เป็นทรงกลมที่สมบูรณ์ แต่นี่นับว่าเป็นการค้นพบ ที่ไม่เคยมีใครรู้จักและเคยทำสำเร็จมาก่อน เขาจึงกลายเป็นคนแรกของโลก ที่สามารถเพาะเลี้ยงไข่มุกได้
ซึ่งจากจุดนี้ ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงไข่มุกเป็นอย่างมาก
และต่อมาในปี 1896 คุณมิกิโมโตะ ก็ได้จดสิทธิบัตร วิธีการเลี้ยงไข่มุกครึ่งซีกที่เขาค้นพบ
พร้อมเริ่มดำเนินการ เปิดร้านบูทีกเครื่องประดับเป็นของตนเอง ในปี 1899 ที่ย่านกินซ่า ในโตเกียว
โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า MIKIMOTO
อย่างไรก็ตาม คุณมิกิโมโตะยังคงพยายาม ที่จะพัฒนาให้ได้ไข่มุกที่มีลักษณะกลมมน และมีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการซื้อสิทธิบัตรวิธีการเลี้ยงไข่มุกในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำมาทดลองในฟาร์มของเขา
ผ่านไปกว่า 12 ปี..
ความพยายามก็ได้ผลิผลลัพธ์ออกมาจริง ๆ
เมื่อในปี 1908 เขาสามารถเพาะเลี้ยงไข่มุก “รูปทรงกลมที่สมบูรณ์แบบ” และมีคุณภาพใกล้เคียงกับไข่มุกธรรมชาติออกมาได้
หลังจากนั้นในปี 1916 คุณมิกิโมโตะจึงได้จดสิทธิบัตรความสำเร็จดังกล่าวอีกครั้ง และทำให้อุตสาหกรรมไข่มุกเลี้ยงในญี่ปุ่น เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดมีการคาดการณ์ว่า ในปี 1935 มีฟาร์มเพาะเลี้ยงไข่มุกเกิดขึ้นในญี่ปุ่นมากกว่า 350 แห่ง และผลิตไข่มุกเลี้ยงได้ถึง 10 ล้านตัวต่อปี
แต่เส้นทางชีวิต มักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
เมื่อไข่มุกของแบรนด์ MIKIMOTO ถูกคำครหามากมาย และถูกโจมตีว่าไข่มุกที่เขาผลิตได้นั้น เป็นเพียงของเลียนแบบ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
พอเป็นแบบนี้ คุณมิกิโมโตะจึงแสดงจุดยืนของแบรนด์ ด้วยการเผาไข่มุกที่ไม่ได้คุณภาพทิ้ง ท่ามกลางสาธารณชน เพื่อแสดงให้เห็นว่า แบรนด์ MIKIMOTO จำหน่ายแต่ไข่มุกเลี้ยง ที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น
มากไปกว่านั้น คุณมิกิโมโตะ ยังเดินหน้าหาโอกาสกระจายชื่อเสียงของแบรนด์ ให้เป็นที่รับรู้มากขึ้น โดยเขาได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ออกโชว์ ในงานระดับนานาชาติ อย่างงานเวิลด์แฟร์ และงานเอ็กซ์โป ทั้งที่เมืองปารีส นิวยอร์ก และลอนดอน จนแบรนด์ MIKIMOTO ได้รับการยอมรับนับถือในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของคุณมิกิโมโตะ ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ เพราะภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เขายังได้ขยายสาขาไปเปิดในเมืองสำคัญอื่น ๆ ทั่วโลก เช่น ปารีส นิวยอร์ก ชิคาโก บอสตัน ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก เซี่ยงไฮ้ และมุมไบ
เรียกได้ว่าแบรนด์ MIKIMOTO กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องประดับแบรนด์แรก ๆ ของญี่ปุ่น ที่สามารถเข้าถึง และเป็นที่รู้จักในระดับสากลได้ขนาดนี้
โดยปัจจุบันไข่มุกภายใต้แบรนด์ MIKIMOTO ยังคงเลื่องลือไปทั่วโลก ด้วยคุณภาพของตัวมันเอง
ที่สำคัญ คือ มันยังกลายเป็นแบรนด์ไข่มุกอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น และมีสาขากระจายอยู่ใน 23 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้ ถือได้ว่าเรื่องราวความสำเร็จของคุณมิกิโมโตะ กลายเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง จากชายคนหนึ่ง ที่เดินตามความฝันด้วยแรงศรัทธาอย่างเต็มที่
ถึงแม้ว่าต้องใช้เวลาถึง 20 หรือ 30 ปี ในการหาวิธีเพาะเลี้ยงไข่มุก และผ่านความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่ในที่สุด เขาสามารถทำให้ความปรารถนา สำเร็จสมบูรณ์งดงาม เช่นเดียวกับไข่มุกของเขาแล้ว..
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.