“น้องฉัตร” จากช่างแต่งหน้าค่าตัวหลักร้อย สู่ เมกอัปอาร์ติสต์ค่าตัวครึ่งแสน
Health & Beauty

“น้องฉัตร” จากช่างแต่งหน้าค่าตัวหลักร้อย สู่ เมกอัปอาร์ติสต์ค่าตัวครึ่งแสน

26 ธ.ค. 2021
“น้องฉัตร” จากช่างแต่งหน้าค่าตัวหลักร้อย สู่ เมกอัปอาร์ติสต์ค่าตัวครึ่งแสน /โดย ลงทุนเกิร์ล​
700 บาท คือเรตค่าแต่งหน้าเจ้าสาวที่น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ เมกอัปอาร์ติสต์คนดังรับงานครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี
และใครจะคิดว่า ผ่านมาร่วม 20 ปี เรตค่าแต่งหน้าเจ้าสาวของน้องฉัตร ได้ทะยานมาเริ่มต้นที่ครั้งละ 50,000 บาท หรือพูดง่าย ๆ ว่า เพิ่มขึ้นถึง 614%
เพราะอย่าลืมว่า วันนี้น้องฉัตรไม่ใช่ช่างแต่งหน้าโนเนมอีกต่อไป แต่เป็นเมกอัปอาร์ติสต์คนดัง ที่มีผลงานสุดปัง เสกความสวยได้ราวกับร่ายมนตร์ให้กับเหล่าซูเปอร์สตาร์มากมาย
แถมยังเป็นช่างแต่งหน้าเนื้อหอมที่ว่าที่เจ้าสาวหมายปอง อยากให้มาสะบัดแปรงในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิต
แน่นอนว่า เส้นทางสู่เมกอัปอาร์ติสต์ตัวท็อปของวงการ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด
แต่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ความพยายาม และความไม่ย่อท้อ
แล้วอะไรคือจุดพลิกผันที่เหมือนเป็นสปริงบอร์ด ที่พาน้องฉัตรมาได้เร็วและไกลขนาดนี้ ? ลงทุนเกิร์ลจะสรุปให้ฟัง
ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของน้องฉัตร หรือคุณฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ซึ่งเติบโตมาในครอบครัว
ที่ฐานะไม่ได้เอื้ออำนวย​ โดยคุณพ่อเป็นพนักงานบริษัท ส่วนคุณแม่เป็นแม่ค้าขายขนมตามสะพานลอย
ทำให้น้องฉัตรต้องช่วยคุณแม่ขายของ หารายได้เสริมมาตั้งแต่เด็ก
และหนึ่งในอาชีพเสริมของน้องฉัตร คือ ไปช่วยทำความสะอาดบ้านคุณป้า ซึ่งบางครั้งลูกสาวของคุณป้า
ก็จะให้นิตยสารกลับมาอ่านเล่น
แล้วใครจะคิดว่า นิตยสารเหล่านั้น จะจุดประกายให้น้องฉัตร ซึ่งสนใจเรื่องความสวยความงามอยู่แล้ว
ค้นพบอาชีพในฝัน นั่นคือ “การเป็นช่างแต่งหน้า” ที่ได้มีชื่ออยู่ในนิตยสาร
เพราะทุกครั้งที่เห็นภาพคนดังขึ้นปกนิตยสาร น้องฉัตรก็ไม่ได้ชื่นชมแค่ความสวยตรงหน้า แต่มักจะพลิกไปตามดูว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังในการเนรมิตความสวยเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าความฝัน จะเป็นจริงได้ก็ต้องลงมือทำ
ดังนั้น ตอนที่เรียนอยู่มัธยมปีที่ 2 หรือมีอายุได้ 13 ปี น้องฉัตรก็ตัดสินใจขอเงินคุณแม่ไปเรียนทำผม
และพออายุ 15 ปี ก็ไปเรียนแต่งหน้า
เหตุผลที่ต้องเลือกเรียนทำผมก่อน ไม่ใช่เพราะชอบการทำผมมากกว่า
แต่เพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนแต่งหน้าสูงกว่าเป็นเท่าตัว ในขณะที่ค่าเรียนทำผม อยู่ที่ 1,500 บาท
ส่วนค่าเรียนแต่งหน้าอยู่ที่​ 4,000 บาท แถมยังต้องมีเครื่องสำอางด้วย
ซึ่งหลังจากได้วิชาทำผมมา น้องฉัตรไม่ปล่อยให้วัยเป็นอุปสรรค ตัดสินใจไปสมัครงานที่ร้านทำผมแถวบ้าน แต่ปรากฏว่าไม่มีใครรับ ด้วยเหตุผลเดียว คือ เด็กไป
เพราะตอนที่ไปสมัครงาน น้องฉัตรอายุยังไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำ
พอเรื่องเป็นแบบนี้ คุณแม่เลยเสนอว่า ถ้าสมัครงานไม่ได้ ก็เปิดร้านทำผมของตัวเองเลย
ด้วยการแปลงโฉมชั้นล่างของบ้านเป็นร้านทำผม มีโต๊ะเครื่องแป้งของคุณแม่ เป็นโต๊ะทำผมให้ลูกค้า
พร้อมกับลงทุนซื้อ เตียงสระผมมาเพิ่ม และให้สระผมกันแบบเอาต์ดอร์
กลางคืนก็สระไปพร้อมนอนดูดาวไป ถ้าวันไหนฝนตกก็ต้องลากเตียงสระผมเก็บเข้าบ้าน
ถึงเจ้าของร้านจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ก็มีลูกค้าแวะเวียนมาใช้บริการที่ “ร้านฉัตร” อย่างต่อเนื่อง
ทำให้น้องฉัตรมีเงินเก็บพอจะไปสานฝันต่อ และแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตวัยรุ่นที่เสียไป ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเหมือนเพื่อน ๆ เพราะต้องมาเปิดร้านแต่เช้าทุกวัน อย่างน้อยก็ได้ทำตามความฝันและฝึกปรือฝีมือ
แรก ๆ ฝีมืออาจจะยังไม่ได้ดีมาก อย่างครั้งหนึ่ง ที่เคยไดร์ผมตรงให้ลูกค้า แลัวยังไม่ทันที่ลูกค้าจะเดินออกไปพ้นร้าน ผมก็ดีดไม่ตรงแล้ว จนต้องเสนอคืนเงินให้ลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ร้านทำผมที่ทุ่มเทด้วยแรงกายแรงใจ และคิดค่าบริการแค่หลักสิบ ก็เคยทำรายได้สูงสุดวันละ 2,000 บาท
ซึ่งใครจะคิดว่า ถนนความฝันที่เริ่มจากการขาดทุนทรัพย์ ทำให้ต้องเรียนทำผมก่อน
จะทำให้น้องฉัตรกลายเป็นช่างแต่งหน้าที่มีความครบเครื่อง ดูแลหน้าผมได้แบบครบจบในคนเดียว
จนทำให้สามารถไปรับงานแต่งหน้าเจ้าสาวได้ ตั้งแต่ยังไม่ได้โลดแล่นในสายอาชีพเต็มตัว
แถมยังเป็นใบเบิกทางให้ตอนที่ไปฝึกงานเป็น BA หรือพนักงานขายให้กับเครื่องสำอาง MAC
โดยได้รับโอกาสจากพี่ ๆ ที่ทำงานให้ไปช่วยงาน จนมีชื่อปรากฏในนิตยสารในฐานะช่างแต่งหน้าสมใจ
ก่อนจะค่อย ๆ สร้างชื่อในวงการ
ซึ่งจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้น้องฉัตรได้แจ้งเกิดแบบเต็มตัว คือ การที่ได้ไปแต่งหน้าให้ญาญ่าญิ๋ง-รฐา โพธิ์งาม ตอนที่ไปร่วมงานเทศกาลงานหนังเมืองคานส์ในรอบพรีเมียร์ “Only God Forgives” ที่ The 66th Annual Cannes Film Festival
การที่ได้ไปโชว์ผลงานในเวทีระดับโลกนั้น ทำให้น้องฉัตร กลายเป็นเมกอัปอาร์ติสท์ดาวรุ่งที่ใคร ๆ ก็จับตา
เมื่อบวกกับฝีมือการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ก็ทำให้น้องฉัตรขึ้นแท่นเป็นขวัญใจเหล่าซูเปอร์สตาร์แบบติดจรวด อยู่เบื้องหลังการเนรมิตความสวยให้กับตัวแม่ของวงการมาแล้วมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น พัชราภา ไชยเชื้อ, ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช, อแมนด้า ชาร์ลีน ออบดัม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2563 และอีกหลายคน
ที่น่าสนใจคือ นอกจากสไตล์การแต่งหน้าแบบใส ๆ ฉ่ำ ๆ
น้องฉัตรยังสามารถแปลงโฉม เปลี่ยนลุกเหล่าดาราคนดัง​กลายเป็นอีกคนไปเลย
อย่างล่าสุด น้องฉัตร ก็ลุกขึ้นมาแปลงโฉม “ไอซ์-อมีนา กูล” นักแสดงสาวหน้าคมลูกครึ่งไทย-ปากีสถานให้กลายเป็น
“ฮาร์นาซ สันธู” สาวงามจากอินเดียที่เป็นผู้คว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2021 เป๊ะปังจนแทบแยกไม่ออก
ก่อนหน้านี้ก็แปลงโฉมรัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น เป็นนางแบบดังระดับโลก “นาโอมิ แคมป์เบล”
โม-อมีนา พินิจ เป็น “ลิซ่า BLACKPINK” รวมถึงเปลี่ยนลุกบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ให้ดูเด็ก แถมยังละม้ายคล้ายใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ เป็นต้น
ซึ่งปัจจุบัน นอกจากจะสวมบทเมกอัปอาร์ติสต์คิวทองแล้ว น้องฉัตรยังหันมาลุยธุรกิจ ทำแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเอง อย่าง CHAT Cosmetics, Browit by Nongchat
เพราะมองว่า พออายุขึ้นเลขสาม จะใช้ร่างกายหนักเหมือนสมัยวัยรุ่นที่วิ่งวันละ 7-8 งานอีกคงไม่ไหว
เลยตัดสินใจทำแบรนด์เครื่องสำอางขึ้นมา เป็นอีกช่องทางหารายได้ เพื่อให้ร่างกายได้พักบ้าง
ปิดท้ายด้วยเรื่องที่หลายคนคาใจว่า น้องฉัตรมีวิธีรับมือกับกระแสลบอย่างไร
เพราะขึ้นชื่อว่ามีคนรักก็ย่อมมีคนที่หมั่นไส้ ยิ่งสปอตไลต์สาดแสงไปที่น้องฉัตรมากเท่าไร ก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนที่อาจจะไม่ชอบ
ซึ่งน้องฉัตร ได้เฉลยถึงวัคซีนโดสสำคัญในการรับมือผ่านบทสัมภาษณ์ของ The Cloud ไว้อย่างน่าสนใจว่า
เทคนิคง่าย ๆ คือ เปลี่ยนคำด่าเป็นแรงผลักดัน​ ยิ่งใครด่ามากเท่าไร แสดงว่าเขาสนใจเรามากเท่านั้น
ซึ่งวิธีตอบโต้ที่เจ็บแสบของน้องฉัตร อาจจะไม่ได้ออกมาเป็นคำพูด แต่สะท้อนผ่านการทำงานและการใช้ชีวิตที่ดี
“มันคือสงครามนะ แต่อย่างที่บอกว่าต่อให้เราหนีไปทางไหนก็เจออยู่ดี เราก็หาวิธีแก้และมีสติแค่นั้น”
© 2024 Longtungirl. All rights reserved. Privacy Policy.