Kiehl’s จากร้านยาเล็กๆ สู่ แบรนด์สกินแคร์ระดับโลก
Business

Kiehl’s จากร้านยาเล็กๆ สู่ แบรนด์สกินแคร์ระดับโลก

27 ส.ค. 2020
Kiehl’s จากร้านยาเล็กๆ สู่ แบรนด์สกินแคร์ระดับโลก /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ แบรนด์ Kiehl’s (คีลส์) มีจุดเริ่มต้นมาจาก
การเป็น “ร้านขายยา” ที่มีประวัติเก่าแก่ถึง 169 ปี
แต่กว่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง
แล้วอะไรที่ทำให้ ร้านขายยา กลายมาเป็น แบรนด์สกินแคร์
ลงทุนเกิร์ลจะพาทุกคนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้กันนะคะ
ย้อนกลับไปในปี 1851 ที่มุมถนนเล็กๆ ของนครนิวยอร์ก
เรื่องราวของแบรนด์สกินแคร์ระดับโลก ได้เริ่มต้นขึ้นที่นี่..
มุมถนนตรงนี้เป็นที่ตั้งของร้านขายยาที่ชื่อว่า “Brunswick Apotheke”
ร้านขายยานี้ก็ดำเนินธุรกิจเหมือนร้านอื่นทั่วๆไป
จนเวลาผ่านไปกว่า 43 ปี
และจุดเปลี่ยนครั้งแรกของร้านนี้ก็มาถึง..
เมื่อเจ้าของร้านขายยาแห่งนี้ ตัดสินใจขายกิจการให้กับ “คุณจอห์น คีล” ในปี 1894
ซึ่งในตอนนั้น คุณจอห์น คีล มีตำแหน่งเป็นลูกมือและเภสัชกรประจำร้านขายยาแห่งนี้
โดยหลังจากที่คุณจอห์น คีล ซื้อกิจการแห่งนี้ไป
เขาก็ได้เปลี่ยนชื่อร้านเป็น “Kiehl Pharmacy”
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ เราอาจจะคิดว่า คุณจอห์น คีล คือ คนสำคัญที่สร้างแบรนด์ Kiehl’s ขึ้น
แต่ในความเป็นจริง อาจทำให้เราต้องแปลกใจสักเล็กน้อย
เพราะจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธุรกิจร้านขายยา กลายมาเป็น แบรนด์สกินแคร์ กลับเป็น “คุณเออร์วิง มอร์ส”
ลูกมือฝึกหัดของคุณจอห์น คีล ที่ซื้อกิจการมาดูแลต่อหลังจากที่คุณจอห์น คีล เกษียณอายุ
แต่ด้วยความนับถือในตัวคุณจอห์น คีล
ทำให้คุณเออร์วิง มอร์ส ยังคงใช้ชื่อร้านว่า Kiehl เหมือนเดิม
แม้ว่าร้าน Kiehl Pharmacy จะเปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน
แต่กลับไม่เคยผลิตสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเองเลยสักครั้ง
จนกระทั่งในช่วงที่คุณเออร์วิง มอร์ส เข้ามารับช่วงกิจการต่อ
เขาได้เปิดตัวสินค้าชิ้นแรกของแบรนด์ Kiehl’s ซึ่งนั่นก็คือ “น้ำหอม Musk Oil”
และต่อมาได้กลายเป็นกลิ่น Signature ของแบรนด์ Kiehl’s จนถึงทุกวันนี้
น้ำหอมขวดนี้มีที่มาจากสูตรของ เจ้าชายคาร์ล แห่งราชวงศ์รัสเซีย ที่ปรุงขึ้นในชื่อ “Love Oil”
ซึ่งในปัจจุบัน แบรนด์ Kiehl’s ยังคงวางขายสินค้าตัวนี้อยู่
และมีการระบุเรื่องราวและคำว่า “Love Oil” อยู่บนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าตัวนี้
หลังจากสินค้าตัวแรกของแบรนด์ถูกปล่อยออกมา
และได้รับการตอบรับอย่างดี คุณเออร์วิง มอร์ส ก็ยังไม่หยุดกับความสำเร็จเพียงแค่นี้
แต่เขากำลังจะวางรากฐานที่สำคัญให้กับแบรนด์ Kiehl’s
คุณเออร์วิง มอร์ส มีคติว่าให้ลูกค้า “ลองก่อน ซื้อทีหลัง”
โดยเขาจะเน้นการบริการลูกค้าเป็นรายคน
และให้เทสเตอร์ที่เหมาะกับปัญหาผิวแต่ละคนกลับไปลอง
วิธีนี้นอกจากจะทำให้ลูกค้าประทับใจแล้ว
ยังทำให้ลูกค้ารายใหม่ๆ เปิดใจและกล้ามาใช้บริการที่ร้านแห่งนี้อีกด้วย
เพราะสินค้าในลักษณะแบบนี้ ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือเป็นหลัก
ดังนั้นคงไม่มีใครอยากจะซื้อของจากแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยมาลองใช้
แต่ถ้าให้ทดลองใช้ฟรี ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ คุณเออร์วิง มอร์ส ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้ามากขึ้น
ด้วยการ “ระบุส่วนผสมไว้บนสินค้า”
ซึ่งความน่าสนใจก็คือ Kiehl’s เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำแบบนี้
ตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐจะออกกฎหมายให้ทุกบริษัทต้องระบุส่วนผสม
ต่อมาในปี 1961 คุณเออร์วิง มอร์ส ก็ได้ส่งต่อกิจการให้กับลูกชายของเขา
ซึ่งก็คือคุณแอรอน มอร์ส
คุณแอรอน มอร์ส เป็นนักเคมี ผู้คิดค้นรูปแบบแรกๆ ของยาเพนิซิลิน หรือว่ายาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
แต่ในส่วนบทบาทในการบริหารธุรกิจ คุณแอรอน มอร์ส ก็เก่งไม่แพ้พ่อของเขา
เขาเริ่มขยายฐานลูกค้า โดยการเพิ่มไลน์สินค้าในกลุ่มสกินแคร์สำหรับผู้ชาย
นอกจากนี้เขายังได้นำความรู้เรื่องเคมีต่างๆ มาผลิตสินค้าที่เป็นตำนานของแบรนด์ถึง 3 ชิ้น ได้แก่
Calendula Herbal-Extract Toner, Kiehl’s Lip Balm #1 และ Ultra Facial Moisturizers
ซึ่งกลายเป็นว่าสินค้าทั้ง 3 ตัวนี้ก็ยังคงเป็นสินค้าขายดีจนถึงปัจจุบัน
ความสุดยอดของแบรนด์ Kiehl’s ยังไม่ได้จบลงแค่นี้
ในปี 1979 พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Smithsonian ที่วอชิงตัน ดี.ซี.
ได้เก็บบันทึกรายการสินค้ากว่า 103 รายการของ Kiehl’s
ไว้ในคอลเลกชันถาวรของแผนกการแพทย์และวิทยาศาสตร์
ในฐานะที่ Kiehl’s เป็นร้านขายยาที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่
ปัจจุบันแบรนด์ Kiehl’s กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทความงามที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง L'Oréal
และถ้าวันนี้เราเดินผ่านหน้าร้านของ Kiehl’s
เห็นพนักงานที่ใส่ชุดกาวน์ และโครงกระดูกที่ยืนต้อนรับอยู่หน้าร้าน
เราคงรู้แล้วว่า รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มีที่มาจากอะไร
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.