รู้จัก Olaplex แบรนด์ดูแลเส้นผมขายดีใน Sephora ที่มีมูลค่า 300,000 ล้าน
Business

รู้จัก Olaplex แบรนด์ดูแลเส้นผมขายดีใน Sephora ที่มีมูลค่า 300,000 ล้าน

21 มี.ค. 2022
รู้จัก Olaplex แบรนด์ดูแลเส้นผมขายดีใน Sephora ที่มีมูลค่า 300,000 ล้าน /โดย ลงทุนเกิร์ล
ต้องยอมรับว่า เทรนด์การไฮไลต์ผมหรือการฟอกสีผม กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก จนไม่แปลกเลยถ้าเงยหน้าขึ้นมาแล้ว อาจจะเห็นคนทำสีผมอย่างน้อยสักคน
อย่างไรก็ตาม ผลเสียที่ตามมาของการทำสีผม ก็มีทั้งผมแห้งเสีย ชี้ฟู และดูไม่มีน้ำหนัก
จนกลายเป็นว่าหลังทำสีผมแล้ว ยังต้องหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาบำรุงผมเพิ่มเติมอีก
ซึ่งปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมากมายหลายแบรนด์ในท้องตลาด และทุกแบรนด์ก็พยายาม
สื่อสาร จุดเด่นของตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าเห็นข้อดีและความแตกต่าง
และหนึ่งในแบรนด์ที่ถือว่าประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ก็คือ Olaplex
โดย Olaplex มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ทำสีผม
จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
และกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท
ซึ่งถ้าเทียบให้เห็นภาพก็คือ มีมูลค่าเท่ากับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ของประเทศไทยเรานั่นเอง
เรื่องราวของ Olaplex น่าสนใจอย่างไร ?
แล้วแบรนด์มีกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของ Olaplex เกิดจากการที่คุณ Dean Christal ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เติบโตมากับคุณพ่อที่ทำอาชีพเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม ส่วนคุณแม่ มีอาชีพเป็นช่างตัดผม ที่มีร้านเป็นของตัวเอง
ชีวิตของคุณ Dean Christal จึงคลุกคลีอยู่ในธุรกิจความงามมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายของเส้นผม รวมถึงเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ของเส้นผม
และทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาอยากสร้างผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมของตัวเอง
อย่างไรก็ตามด้วยความบังเอิญทำให้คุณ Dean Christal ได้พบกับ Dr. Eric Pressly
และ Dr. Craig Hawker ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีชื่อดัง
พอเรื่องเป็นแบบนี้ คุณ Dean Christal จึงนำความตั้งใจของเขาที่อยากจะสร้างผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้หญิงทั้งโลก ด้วยการมีผมสวย ไม่แห้งเสีย ไปพูดคุยกับนักเคมีทั้งสองคน
เพื่อปรึกษาเรื่องการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
ถึงแม้นักเคมีทั้งสอง จะไม่เคยทำงานในอุตสาหกรรมความงามมาก่อน แต่พวกเขาก็มองว่า
นี่เป็นโอกาสที่ดี พวกเขาจึงตัดสินใจร่วมคิดค้น และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นแบรนด์ของคุณ Dean Christal
จนกระทั่งในปี 2014 แบรนด์ Olaplex ก็เปิดตัวขึ้น และเป็นที่รู้จักกันในนามของผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลเส้นผม ที่เกิดจากการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่
และหลังจากที่เปิดตัวสินค้าได้เพียง 8 เดือน ร้านเสริมสวยกว่า 70,000 ร้านทั่วสหรัฐอเมริกา
ก็นำผลิตภัณฑ์ของ Olaplex มาใช้ที่ร้านอย่างแพร่หลาย
อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Olaplex กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ?
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนวัตกรรมของ Olaplex ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรม
เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของเคราติน หรือพาราเบน ที่เคลือบผม
และทำให้ผมสวยแค่หลังทำเสร็จเท่านั้น
แต่นวัตกรรมของ Olaplex ไม่ใช่แค่การเคลือบผม แต่เป็นการค้นหาพันธะไดซัลไฟด์ในเส้นผม
ที่มีความลึกถึงระดับโมเลกุล ซึ่งมันจะช่วยเชื่อมโครงสร้างแกนเส้นผมที่เสียหายให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
อีกทั้ง Olaplex ยังไร้ซึ่งส่วนผสมจากซิลิโคน กลูเทน พาราเบน รวมถึงไม่มีส่วนผสมจากสัตว์
ที่น่าสนใจคือ Olaplex ยังมีการออกแบบโปรแกรมที่เรียกว่า “Stand Alone” ซึ่งเป็น 3 ขั้นตอนการดูแลเส้นผมเฉพาะของแบรนด์ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
เริ่มจากการนำ Olaplex No. 1 มาผสมกับสารเคมีที่ใช้ในการทำสีผม เพื่อช่วยให้ผมไม่เสียขณะทำสี
หลังจากนั้นจึงใช้ Olaplex No. 2 นำมาชโลมทั่วเส้นผม โดยทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
แล้วล้างออก เพื่อให้น้ำยากระจายไปที่เส้นผมทุกเส้น
อย่างไรก็ตามใน 2 ขั้นตอนแรกของ Olaplex ลูกค้าทั่วไปจะไม่สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ตามร้านค้าได้
เนื่องจากในขั้นตอนนี้ จำเป็นต้องใช้ช่างทำผมมืออาชีพที่มีประสบการณ์ ในการผสมน้ำยาของ Olaplex เท่านั้น
ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นอีกจุดต่างอย่างหนึ่งของ Olaplex ที่เลือกจับกลุ่มลูกค้าธุรกิจด้วย แทนที่จะเน้นขายไปยังกลุ่มผู้บริโภคอย่างเดียว
และในขั้นตอนสุดท้ายของโปรแกรม Stand Alone จะใช้ Olaplex No. 3 ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป สามารถทำได้เองที่บ้าน เพื่อเป็นการฟื้นฟูผมอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามเรื่องที่น่าตกใจคือ Olaplex No. 3 จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,400 บาทต่อขวด และปริมาณนี้จะสามารถใช้หมักผมได้ 4 ครั้งเท่านั้น
หรือถ้าคิดเป็นราคาจากหน้าร้าน Sephora ในบ้านเรา Olaplex No. 3
จะมีราคาการใช้งานต่อครั้งอยู่ที่ 350 บาทเลยทีเดียว
ซึ่งแม้ราคาของสินค้าภายใต้แบรนด์ Olaplex จะค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์
ประเภทเดียวกันในท้องตลาด
แต่สินค้าของ Olaplex เกือบทุกชิ้นก็ถูกจัดอยู่ในสินค้าขายดี ในหมวดเส้นผมของ Sephora อยู่เสมอ
โดยสิ่งที่ทำให้ Olaplex ขายได้ทั้ง ๆ ที่สินค้ามีราคาสูงขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเลือกกลุ่มลูกค้า และการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ ด้วยวิธีที่เหมาะสม
เริ่มจากการวางจำหน่ายใน Sephora ซึ่งเป็นเชนร้านเครื่องสำอาง ที่ระดับราคาสินค้าค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ดังนั้นลูกค้าที่เดินเข้าร้าน จึงเป็นผู้ที่มีความสนใจและยอมจ่ายให้กับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้
ต่อมาคือการนำสินค้าไปวางในร้านทำผม ที่นอกจากจะแสดงถึงการเป็นสินค้าคุณภาพแล้ว ยังช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เข้าร้านทำผม เพื่อทำทรีตเมนต์ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญ Olaplex ยังวางตัวเป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านสีผมโดยเฉพาะ เจาะกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับคนที่ทำผมสีบลอนด์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีสินค้าสำหรับผมสภาพอื่น ไม่ว่าจะทำสีหรือไม่ทำสี
นอกจากนั้น การสื่อสารกับลูกค้า ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน
โดย Olaplex มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นช่องทางที่สำคัญ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่
ที่มักจะเชื่อรีวิวในอินเทอร์เน็ตมากกว่าคำโฆษณา
ดังนั้น บล็อกเกอร์สายไลฟ์สไตล์หรืออินฟลูเอนเซอร์ Gen Z ที่มีผู้ติดตามระดับกลาง ๆ จึงเข้ามามีบทบาททำให้ Olaplex เป็นที่รู้จักมากขึ้น เนื่องจากรีวิวที่ดูจริงใจ ทำให้ลูกค้าเห็นถึงผลลัพธ์หลังการใช้อย่างจริงใจ จนกลายเป็นการพูดกันปากต่อปากในที่สุด
ซึ่งการเติบโตของแบรนด์ ทำให้ปี 2019 Advent International ได้เข้าซื้อหุ้น Olaplex Holdings ถึงเกือบ 80% และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq โดยใช้ชื่อว่า “OLPX” เมื่อปลายเดือนกันยายน ปี 2021 ที่ผ่านมา
ปัจจุบัน Olaplex Holdings ก็ได้เป็นบริษัท ที่มีมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อย
ไม่เพียงเท่านั้น แบรนด์ยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส นับตั้งแต่เปิดตัวสู่ตลาดหลักทรัพย์
โดยผลประกอบการ ประจำปี 2021 ของ Olaplex
รายได้ 20,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112%
กำไรสุทธิ 7,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 462%
นอกจากด้านตัวเลขที่โตระเบิดแล้ว ความนิยมของ Olaplex ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงอย่างต่อเนื่องไม่แพ้กัน โดยได้รับการยอมรับจากซาลอนมากกว่า 300,000 แห่งทั่วโลก รวมไปถึงดาราและเซเลบริตีระดับโลก อย่าง คุณ Kim Kardashian หรือคุณ Jennifer Lopez
ซึ่งปัจจุบัน Olaplex มีผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น 11 รายการ และมีสิทธิบัตรมากกว่า 100 รายการสำหรับเทคโนโลยีที่มีอยู่และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ
และเชื่อว่า ไม่ว่าผลิตภัณฑ์ใหม่จะเป็นอะไร
แฟน ๆ ของแบรนด์นี้จะต้องตั้งตารออย่างใจจดใจจ่ออย่างแน่นอน..
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.